ความยั่งยืน /
Sustainability

องค์ความรู้ความยั่งยืน / Sustainability Knowledge

ความยั่งยืน (Sustainability) เป็นแนวคิดสำคัญที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองความต้องการ
ของคนรุ่นปัจจุบันโดยไม่กระทบต่ออนาคต แนวคิดนี้ได้รับการส่งเสริมผ่านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการบูรณาการในภาคธุรกิจ ชีวิตประจำวัน และนโยบาย ระดับชาติ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและสมดุลในทุกมิติ

การจัดการ Carbon Footprint อย่างมีประสิทธิภาพในธุรกิจ สามารถสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจได้ รวมถึงช่วยเพิ่ม
ความสามารถใน การแข่งขันและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ อาจนำไปสู่การประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเปิดโอกาสสำหรับการสร้างรายได้ใหม่

คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจก ที่ลด/กักเก็บได้ จากการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของ
ประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) เรียกย่อว่า T-VER ซึ่งได้รับการรับรอง จากคณะกรรมการ TGO และถูกบันทึกใน
ระบบทะเบียนของ TGO

ประเภทของโครงการเกี่ยวกับการทำคาร์บอนเครดิต

  • โครงการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG Reduction Project)
    การทำคาร์บอนเครดิตช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • โครงการดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Sequestration Project)
    เป็นโครงการที่ดำเนินการเพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจาก
ชั้นบรรยากาศ เช่น โครงการปลูกป่า โครงการฟื้นฟูป่า โครงการปลูกพืชคลุมดิน เป็นต้น

ประโยชน์ของการทำคาร์บอนเครดิต

  • ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
    การทำคาร์บอนเครดิตช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ
    การทำคาร์บอนเครดิตสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชน จากการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตให้กับองค์กร หรือบุคคลที่ต้องการชดเชย
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก

การทำไบโอชาร์ จากไผ่

กิจกรรมด้านคาร์บอนเครดิต

ไผ่สามารถนำมาคำนวณคาร์บอนเครดิตได้หลากหลายรูปแบบ

  • กิจกรรมการปลูกไผ่
  • การทำไบโอชาร์ จากไผ่
    เป็นอีกวิธีที่นำไผ่มาแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอน

การปลูกและใช้ไม้ไผ่อย่างยั่งยืนเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่แทนวัสดุที่ก่อมลพิษ
เช่น พลาสติก หรือไม้จากป่าธรรมชาติ จะช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คือ การประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกจากกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งผลิตภัณฑ์ องค์กร อีเว้นท์ และอื่น ๆ โดยจะมีหน่วยเป็น กรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (gCO2eq) หรือ กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2eq) หรือ ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)

ประเภทของคาร์บอนฟุตพริ้นท์

  • คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
    (Carbon Footprint for Organization – CFO)
    คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กร เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง การใช้ไฟฟ้า การขนส่ง การใช้น้ำ การใช้กระดาษ เป็นต้น
  • คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์
    (Carbon Footprint of Product – CFP)

    คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน การบำรุงรักษา จนถึงการกำจัด

ความสำคัญของคาร์บอนฟุตพริ้นท์

  • ช่วยให้เข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • กระตุ้นให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • ปรับตัวเป็นคู่ค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
    เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากยิ่งขึ้น

ไผ่ช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้โดยการ ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในอัตราที่สูงกว่าต้นไม้ทั่วไป เติบโตเร็ว และสามารถนำไปใช้เป็นวัสดุต่าง ๆ ได้หลากหลาย การใช้ไม้ไผ่ในรูปแบบวัสดุที่ยั่งยืน เช่น กระดาษ เฟอร์นิเจอร์ หรือโครงสร้างอาคาร จะช่วยล็อกคาร์บอนให้อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ได้นานขึ้น ลดการปล่อยคาร์บอนกลับสู่ชั้นบรรยากาศ

ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) เป็นสื่อกลางในการซื้อขาย แลกเปลี่ยน “คาร์บอนเครดิต” โดยใช้แนวคิดการใช้กลไกตลาดเป็นแรงจูงใจ
ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลดลง และยังทำให้ผู้ที่ก่อมลพิษ หรือปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือมีต้นทุนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต้องบรรเทา หรือชดเชยผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับโลก และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกรวนด้วย

ประเภทของตลาดคาร์บอน

  • ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory carbon market)
    คือ ตลาดที่รัฐบาลออกกฎหมายกำกับให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผู้เข้าร่วมต้องปฏิบัติตาม เป้าหมายที่มีผลทางกฎหมาย (Legally Binding Target) หากไม่ทำตามจะถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด
  • ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary carbon market)
    คือ ตลาดที่เกิดจากความร่วมมือของผู้ประกอบการ หรือองค์กร โดย
ความสมัครใจ โดยอาจจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ของตนเอง แต่ไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมาย 

รูปแบบการซื้อขายในตลาดคาร์บอน

  • การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย (Trading Platform)
หรือ ศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ
  • ซื้อขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter: OTC)
    เป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง โดยไม่ผ่านตลาด

ตลาดคาร์บอนสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้กับบริษัทและอุตสาหกรรมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยทำให้ Emission มีต้นทุน และการลด Emission มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลาดคาร์บอนจึงเป็นแหล่งระดมเงินทุนสนับสนุนให้กับบริษัทเพื่อใช้ในการพัฒนาธุรกิจ จึงทำให้เกิดการระดมทุน กระจายเงินทุน จากบริษัทที่ต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตไปสู่บริษัทที่พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก

Net Zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ คือ สภาวะการเกิดสมดุลระหว่างการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยการดำเนินกิจกรรม
การลด และดูดกลับก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือ

Net Zero Pathway

คือ เส้นทางการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

  • ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory carbon market)
    คือ ตลาดที่รัฐบาลออกกฎหมายกำกับให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผู้เข้าร่วมต้องปฏิบัติตาม เป้าหมายที่มีผลทางกฎหมาย (Legally Binding Target) หากไม่ทำตามจะถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด
  • ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary carbon market)
    คือ ตลาดที่เกิดจากความร่วมมือของผู้ประกอบการ หรือองค์กร 
ด้วยความสมัครใจ โดยอาจจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อย
ก๊าซเรือนกระจกของตนเอง แต่ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย

ความสำคัญของเป้าหมาย Net Zero

  • ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • รักษาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
  • สร้างความมั่นคงทางพลังงาน

ในการบรรลุ Net Zero มีความจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ต่ำที่สุด และจากนั้นหาแนวทางกำจัดก๊าซเรือนกระจกที่อยู่ในชั้นบรรยากาศ
เช่น การปลูกป่า การพัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน และการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน